มี บทความจาก บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด คัดเอามาเป็นข้อคิด แต่อยากให้ คิดตามด้วยว่า
๑ การซื้อถัว เป็นวิธีคิดที่ ผิด เพราะถ้า หุ้นที่คุณติดอยู่ก่อนน่านั้น ไม่น่าซื่อ เมื่อเปรียบ กับหุ้นอื่นๆในตลาด จงอย่า ซื้อเด็ดขาด ให้ซื้อตัวอื่นแทน ครับ หาก ว่า หุ้นที่ดีที่สุด นั้นคือตัวที่ท่านติดจึงจะทำได้
๒ หากรู้ตัวเอง ว่าไม่มีความรู้หรือ ประสบการณ์ใน การเลือกหุ้น ที่จะมีอนาคตในระยะยาว การจะถือยาวๆ จะมีความเสี่ยงมากกว่า มีเพียงไม่กี่(%) บริษัทในโลกที่ มีอายุ เกิน 50 ปี
๓ คุณไม่ควรให้ติดหุ้นจนทำให้เสียใจ ควรรักษาทุนไว้ ก่อน เพื่อให้ มีโอกาสที่ดีกว่า
๔ บัฟเฟท ก็ พูดไว้เองว่า การชื้อหุ้น ในช่วง ราคถูก สำคัญมาก และ จะทำให้เป็น ต่อในโอกาสทำกำไร ชัดเจนว่า คุณจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ ว่า ถูก แพง ดู อย่างไร และเมื่อไรจะลงทุน
ลองอ่านดูครับ
การซื้อเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Averaging) หรือซื้อถัว แม้จะเป็นคำเชยๆ ที่คู่ตลาดทุนมานาน แต่กลับเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้บัญชีลงทุนของเรากลับขึ้นมาดูดีได้ โดยนักลงทุนหลายท่านเมื่อขาดทุนจำนวนมาก ก็จะกังวลว่าจะต้องถือสินทรัพย์ดังกล่าวไปอีกนานเท่าไร ถึงจะคุ้มทุน 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่านั้น
หากเราเชื่อในธรรมชาติของตลาดทุนว่า ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว อาทิ ดัชนี Dow Jones แม้จะเคยผ่านวิกฤตขนาดใหญ่ Great Depression ซึ่งเริ่มด้วยเหตุการณ์ Black Monday ที่ดัชนีราคาปรับตัวลงถึงร้อยละ 13 เพียงวันเดียว และตามต่อด้วย Black Tuesday ซึ่งดัชนีปรับตัวลงอีกร้อยละ 12 ในวันต่อมา และส่งผลให้ตลาดทุนซบเซาไปอีก 2 ปี โดยดัชนีปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 86 จากระดับราคาในช่วงก่อนวิกฤต แต่อย่างไรก็ดีราคาของสินทรัพย์ก็ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น และกลับขึ้นมาเหนือกว่าระดับสูงสุดเดิมได้ในที่สุด โดยใช้เวลา 25 ปีในการฟื้นตัว โดยถ้าเราได้ลงทุน ณ จุดต่ำสุด และถือไปจนราคาสินทรัพย์ปรับเข้าสู่ระดับก่อนวิกฤต เราจะสามารถทำกำไรถึง 6 เท่าตัวเลยทีเดียว หรือคิดเป็นผลตอบแทนประมาณร้อยละ 8 ต่อปี แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดต่ำสุดอยู่ใด หรือการฟื้นตัวจะเป็นการฟื้นตัวที่แท้จริงหรือไม่ ดังนั้น การทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากๆ เพื่อเก็งกำไรว่าตลาดได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสียงค่อนข้างมาก แต่หากนักลงทุนได้ทยอยซื้อเฉลี่ยต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็หมายถึง นักลงทุนได้ทยอยเปิดโอกาสที่จะทำกำไรได้มากกว่าเท่าตัว และอาจจะเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของท่านเป็นเท่าทวีคุณ เมื่อราคาสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับเดิม
หากเราสมมุติให้เงินลงทุนในช่วงก่อน Great Depression ในปีค.ศ.1929 เป็นจำนวน 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ตลาดได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง เราค่อยๆ ทยอยเก็บหุ้นเดือนละ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ จะพบว่าผ่านไป 7 ปี (ค.ศ.1936) ต้นทุนในการลงทุนเฉลี่ยของเราจะเริ่มกลับขึ้นมาใกล้เคียงกับราคาตลาด แต่ถ้าเราไม่ได้ทยอยเก็บหุ้นเลยในช่วงที่ผ่านมา เราต้องรอไปถึง 25 ปี (ค.ศ.1954) กว่าที่ต้นทุนเราจะใกล้เคียงกับราคาตลาด และในขณะที่ พอร์ตการลงทุนที่ได้ทยอยเก็บหุ้นไว้ จะมีกำไรถึงร้อยละ 106
ใส่กราฟฟิก
นอกจากนี้ การนำเงินปันผลที่ได้ไปลงทุนต่อ ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยเร่งให้พอร์ตการลงทุนฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยมีหลักการดังนี้ คือ การนำเงินปันผลกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ เมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวลดลง เท่ากับว่า เราสามารถซื้อสินทรัพย์ได้จำนวนมากขึ้น และจากจำนวนสินทรัพย์ที่มากขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่จะได้เงินปันผลเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ดังนั้นการลงทุนในลักษณะดังกล่าวจะทำให้เราคืนทุนเร็วยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่า ราคาสินทรัพย์อาจจะไม่สามารถปรับขึ้นไปสู่ระดับเดิมได้ แต่ต้นทุนเฉลี่ยของเราค่อยๆ ลดลง ทั้งนี้เพราะ เราไม่ได้ใส่เม็ดเงินใหม่เข้าไปในการลงทุนดังกล่าว
ดังนั้น หากเราผสมผสานทั้งสองกลยุทธ์นี้ เราจะได้กลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนให้เราอย่างสม่ำเสมอ และสร้างความสามารถในการรองรับการขาดทุนจากความผันผวนในตลาดได้ ดังนั้น ถึงแม้เราจะเผชิญกับภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยบ้าง แต่ในระยะยาว การลงทุนอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย และเข้าใจธรรมชาติของตลาดทุน จะสร้างผลตอบแทนได้เร็วกว่า การที่เราเจ็บตัวหรือกลัว แล้วไม่กล้ากลับไปลงทุนอีกเลย |